manchester united

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

" .....ไม่ต้องบอกก็รู้ (นะ) ว่ากรูเจ็บ....."



เชื่อว่าตอนนี้เหล่าแฟนๆทั้งหลายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องรำพึงรำพันฝันร้ายในแนวๆนี้กันอยู่อย่างแน่นอน หลังจากความพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับตลอดกาลอย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ไปแบบย่อยยับอัปราชัยที่สุดในรอบหลายสิบปีคารัง 4-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากสำหรับเบื้องลึกเบื้องหลังในนัดนี้ เพราะคงได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปแบบทะลุปรุโปร่งกันจนเหล่าแฟนผีไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ส่วนเหล่าแฟนหงส์ก็คงได้ยืดอกคุยกันไปหลายครั้งหลายคราแล้ว ซึ่งจากรูปเกมก็ไม่มีอะไรมากครับ เพราะเป็นความพ่ายแพ้ของทาง "ปีศาจแดง" ไปแบบหมดรูปจริงๆ โดยไม่ต้องมีอะไรมาแก้ตัว

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องราวหลังจากความพ่ายแพ้นัดนี้มากกว่า...

แม้ว่าทางฝั่งนักเตะและกุนซือของ "เร้ด เดวิลส์" จะพยายามออกมาป่าวประกาศในเชิงเรียกขวัญกำลังใจว่า นี่ก็เป็นแค่ความพ่ายแพ้นัดเดียวจิ๊บๆ ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการยักษ์ใหญ่ไล่ล่า 5 แชมป์ของปีศาจแดงแน่นอน แต่ไม่ว่าคำพูดที่ว่าจะออกมาอย่างไรสิ่งที่เกิดมันก็เป็นชีวิตจริง ไม่ใช่เกมที่จะมารีสตาร์ทเล่นใหม่กันได้ทุกครั้งโดยไม่มีผลต่อความมั่นใจ การโดนคู่แค้นตลอดกาลบุกมาไล่ถลุงไปคารังแบบหมดสภาพเช่นนี้ ก็ต้องทำให้ขวัญและกำลังใจของทีมหล่นหายไปบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งจุดสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามองมันก็อยู่ตรงนี้แหละ นั่นคือ แมนฯยูฯ จะกลับมาจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้เร็วแค่ไหน

หากเรายังจำกันได้ ในฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล เป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง นำโด่งเป็นจ่าฝูงมาตลอด แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง มาจากเกมเอฟเอ คัพ ที่พวกเขาบุกไปเยือนรัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด แล้วโดนปีศาจแดงระเบิดฟอร์มยิงสลุตชุดใหญ่ใส่ไป 4-0 ซึ่งถึงแม้มันอาจจะดูเหมือนเป็นแค่ความพ่ายแพ้ในบอลถ้วยน็อคเอาท์ถ้วยเดียวก็จริง แต่หลังจากนั้น ฟอร์มของทีม "ปืนใหญ่" ก็ดันขัดลำกล้อง ไม่ชนะติดกัน 5 นัดรวดในลีกไปซะงั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในตอนนั้น ทีมกันเนอร์ส เกิดอาการ "แฮงก์โอเวอร์" ในความพ่ายแพ้ยับเยินต่อคู่แข่งสำคัญ (ซึ่งอาจเรียกได้ว่า "ความพ่ายแพ้ที่ไม่ธรรมดา") จนทำให้ทีมเป๋ยาวและหมดลุ้นไปในที่สุด ซึ่งเราคงเห็นได้แล้วว่า การ "คัมแบ็ก" นั้น มันสำคัญสำหรับฤดูกาลหนึ่งๆของทีมอย่างไร

กลับมาที่ทางกองทัพอสูรแดงกันบ้าง ถ้าเราจะนับเฉพาะสถิติทั้งในฤดูกาลนี้และฤดูกาลก่อน จะเห็นได้ชัดแบบไม่ต้องใช้แว่นท็อปเจริญส่องดู ว่าทีมอสูรแดงนั้น เป็นทีมที่สามารถพลิกกลับมาจากความพ่ายแพ้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีอาการเสียศูนย์ ยางแตก ออกทะเล เป๋ยาวๆให้ได้เห็นกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้ความพ่ายแพ้เป็นแรงกระตุ้นกลับให้กลับมาเข้าฟอร์มได้อีกครั้งอย่างดีเยี่ยม จนกลายเป็นจุดเด่นอีกจุด จากการ "พลิกวิกฤติเป็นโอกาส" ของพวกเขาเองนี่แหละ

จากฤดูกาลที่แล้ว หลังจากความพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงต้นฤดูกาล เหล่าทัพปีศาจแดงก็กลับมาคว้าชัยได้ติดต่อกัน 5 นัดรวด จากนั้น เมื่อทีมตกรอบ คาร์ลิ่ง คัพ ไปด้วยฝีมือของทีมระดับต่ำศักดินาอย่าง โคเวนทรี่ ทีมก็กลับมาโขยกยิกๆ เก็บชัยได้อีก 6 นัดซ้อน, เมื่อทีมบุกไปพ่าย โบลตัน ทีมก็เอาชัยชนะมาแลกได้อีก 5 นัดซ้อนเฉพาะในลีก, หลังทีมบุกเจ๊งชัย เวสต์แฮม อสูรแดงก็งัดฟอร์มโซ้ยชัยได้อีก 6 นัดรวด, เมื่อทีมโดน "เรือใบสีฟ้า" บุกมาย้ำแค้นคาโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทีมก็ไร้พ่ายไปอีก 10 นัดในลีก และสุดท้ายเมื่อพวกเขาบุกไปโดน เชลซี เฉือนชัย พวกเขาก็แลกมันมาด้วยชัยชนะเหนือ บาร์เซโลน่า ในนัดถัดมาทันที

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จากผลงานเหล่านี้นี่เอง ที่ช่วยให้พวกเขาครอง "ดับเบิ้ลแชมป์" มาครองได้เมื่อปีก่อน และการลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากความพ่ายแพ้นั้น เป็น "คุณสมบัติของแชมป์" ที่ไม่ว่าทีมไหนๆ หากริจะเป็นแชมป์แล้วก็ต้องมีติดตัวเอาไว้ แต่ความพ่ายแพ้ต่อลิวเอร์พูลครั้งนี้ มันอาจแตกต่างกันออกไปก็ได้ เพราะมันเป็น "ความพ่ายแพ้ที่ไม่ธรรมดา" จริงๆ (เพราะผมก็จำความไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่เห็นแมนฯยูฯ แพ้เละเทะคาถิ่นขนาดนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นกับทีมลิเวอร์พูลด้วยแล้ว...)

บททดสอบสำคัญของทีมปีศาจแดง ก็ไม่ต้องรอนาน เพราะอยู่ในเกมวันเสาร์นี้ ที่ทีมจะบุกไปเยือนทีมธรรมดาสามัญอย่าง ฟูแล่ม ที่ดูเผินๆเหมือนจะไม่น่ามีปัญหากับทีมจ่าฝูง แต่หลังจากความพ่ายแพ้แบบนี้ ก็ทำให้เกมนี้เป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น เพราะเป็นบททดสอบด่านแรก ว่าแมนฯยูฯ จะสามารถรักษาความเป็น "คัมแบ็ก คิง" เอาไว้ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากทีมเก็บชัยชนะได้ ก็คงไม่มีใครตั้งข้อสงสัย และภาพรวมของพรีเมียร์ลีกก็คงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนวันที่ 14 มีนาอีกครั้ง แต่ถ้าเกิดสะดุดขึ้นมาอีก ก็น่าจะสรุปได้ว่า ความปราชัยที่ "หงส์แดง" มายัดเยียดให้นั้น มัน "ไม่ธรรมดา" จริงๆ และพรีเมียร์ลีกปีนี้ ก็น่าจะกลับมาลุ้นกันตาตั้งได้อีกครั้งหนึ่ง

ก่อนจากไป ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคหนึ่งว่า " ผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่การไม่เคยพ่ายแพ้ใคร แต่มันวัดกันที่การลุกขึ้นมาหลังจากความพ่ายแพ้ได้หรือไม่ต่างหาก "
ข้อความจาก : สยามสปอร์ต

ไม่มีความคิดเห็น: